คอป.จี้ “ยิ่งลักษณ์”ยกเลิก พ.ร.ก.ก่อการร้าย-ขอโทษประชาชนแทน รบ. ทักษิณ

เมื่อ: Monday, May 14th, 2012 ไม่มีความคิดเห็น »

หมายเหตุ-เป็นข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)ซึ่งมีศาสตราจารย์ คณิต ณ นคร เป็นประธานซึ่งเสนอต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2555 ให้ยกเลิก พ.ร.ก.แก้ไขประมวลกฎหมายอาญาเพิ่มเติมความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายซึ่งเป็นการกระทำที่มีนัยสำคัญเป็น“การขอโทษต่อประชาชน” ในความผิดพลาดในอดีต (ความผิดพลาดของรัฐบาล พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร)ซึ่งเป็นผู้ตรา พ.ร.ก.นี้ซึ่งขัดต่อหลักการประชาธิปไตย หลักนิติธรรมและหลักนิติรัฐและทำให้เกิดผลกระทบต่อความเชื่อถือศรัทธาในกระบวนการยุติธรรม

@@@@@@@@@

หนังสือฉบับนี้ คอป.ใคร่ขอเสนอแนะหนทางในการนำไปสู่ความปรองดองและเกิดสันติในชาติต่อไปได้ คือ เรื่องเกี่ยวกับการก่อการร้าย ดังต่อไปนี้

๑. ก่อนอื่น คอป. ขอกราบเรียนว่าบทบัญญัติเกี่ยวกับการก่อการร้ายในประมวลกฎหมายอาญา คือ “ลักษณะ ๑/๑ ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย” ได้เกิดขึ้นในระบบกฎหมายของประเทศโดยไม่ถูกต้องตามหลักการแห่งประชาธิปไตย เพราะเกิดจากการตราเป็นกฎหมายโดย “พระราชกำหนด” กล่าวคือ โดย “พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ๒๕๔๖” 

กรณีจึงต้องถือว่าการกระทำของรัฐบาลในขณะนั้น (รัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร) เป็นการกระทำที่ไม่เคารพต่อเสียงข้างน้อยในรัฐสภา ซึ่ง คอป. เห็นว่าเป็นการกระทำอันผิดหลักการแห่งประชาธิปไตย เพราะการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น เป็นการปกครองด้วยเสียงข้างมากก็จริงอยู่ แต่ก็ต้องเคารพต่อเสียงข้างน้อยในรัฐสภาด้วย ซึ่งเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการก่อการร้ายนี้

คอป. เห็นว่า หากกฎหมายว่าด้วยการก่อการร้ายได้เข้าสู่รัฐสภาตามครรลองที่ถูกต้อง กล่าวคือ ได้เสนอเป็น “ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา” แล้ว คอป. เชื่อว่าคงจะได้มีการอภิปรายเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้กันอย่างกว้างขวางในรัฐสภาอย่างแน่นอนเพราะเป็นร่างพระราชบัญญัติที่มีความสำคัญมากร่างพระราชบัญญัติหนึ่ง

๒. บทบัญญัติของกฎหมายที่ปรากฏในประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับการก่อการร้ายดังกล่าวมาแล้วนั้น เป็นบทบัญญัติที่ คอป. เห็นว่าได้บัญญัติขึ้นโดยฝ่าฝืน “หลักประกันในกฎหมายอาญา” (ดู ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒) หรือหลัก Nullum crimen, nulla poena sine lege ซึ่ง “หลักประกันในกฎหมายอาญา” นี้เป็นหลักแห่งรัฐธรรมนูญอีกด้วย (ดู รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๓๙ วรรคหนึ่ง) ที่ คอป. กล่าวว่าเป็นบทบัญญัติที่เป็นการฝ่าผืนหลักประกันในกฎหมายอาญานั้น ก็เพราะเป็นบทบัญญัติที่ได้บัญญัติขึ้นโดยฝ่าฝืนข้อเรียกร้องเกี่ยวกับ “ความชัดเจนแน่นอน” (Principle of exactness) ของการบัญญัติกฎหมายอาญา เพราะนิยามในทางปฏิเสธที่ปรากฏในบทบัญญัติแห่งมาตรา ๑๓๕/๑ ที่ว่า

“การกระทำในการเดินกระบวน ชุมนุม ประท้วง โต้แย้ง หรือเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือหรือได้รับความเป็นธรรมอันเป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นการกระทำความผิดฐานก่อการร้าย” นั้น เป็นการยากที่จะแบ่งแยกระหว่างการกระทำที่เป็นความผิดฐานก่อการร้ายกับการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ถูกกล่าวหากระทำความผิดฐานก่อการร้ายที่ยังไม่ได้ถูกฟ้องและที่ผู้ถูกฟ้องเป็นจำเลยไปแล้วที่เกี่ยวข้องกับความไม่สงบในบ้านเมืองในครั้งนี้นั้น ล้วนแต่เป็นผู้ที่ได้กระทำการไปโดยมีจุดมุ่งหมายทางการเมืองหรือเกี่ยวเนื่องกับการกระทำอันเป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น

๓. คอป. เห็นต่อไปว่าเนื่องจากความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับความผิดฐานก่อการร้ายขององค์กรในกระบวนการยุติธรรมฝ่ายเจ้าพนักงานของประเทศ อันได้แก่พนักงานสอบสวน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจหรือพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ รวมตลอดถึงพนักงานอัยการเกี่ยวกับความผิดฐานก่อการร้ายยังมีปัญหาอยู่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดำเนินคดีกับผู้ที่ถูกกล่าวหาอันเนื่องจากการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ กรณีจึงทำให้การดำเนินการสอบสวนของพนักงานสอบสวนและการสั่งคดีของพนักงานอัยการดูจะขาดความเชื่อถือศรัทธา

๔. ความผิดฐานก่อการร้ายนั้น คอป. เห็นว่า เทียบได้กับความผิดฐานเป็นอั้งยี่ตามมาตรา ๒๐๙ แห่งประมวลกฎหมายอาญา กล่าวคือ ความผิดฐานเป็นอั้งยี่เป็นความผิดที่เป็นการสกัดกั้นการก่อตั้ง “สมาคมอั้งยี่” หรือ “สมาคมอาชญากรรม” (Criminal associations) และเพื่อสกัดกั้นการคงอยู่ต่อไปของ “สมาคมอั้งยี่” หรือ “สมาคมอาชญากรรม” ที่มีอยู่แล้ว ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการกระทำความผิดทั้งหลายที่ร้ายแรงที่จะเกิดตามมา

ดังนั้น ในพื้นฐานความคิดแล้วบทบัญญัติของความผิดฐานเป็นอั้งยี่จึงเป็น “บทบัญญัติที่เป็นการป้องกันการกระทำความผิด” (Preventive legislation) เป็นการบัญญัติความผิดที่มีเนื้อหาย้อนไปจัดการกับการกระทำในขั้นตอนของการกระทำอันเป็น “การตระเตรียมกระทำความผิด” (ดู คณิต ณ นคร กฎหมายอาญาภาคความผิด พิมพ์ครั้งที่ ๑๐ สำนักพิมพ์วิญญูชน มิถุนายน ๒๕๕๓ หน้า ๕๗๓)

เพราะหากสมาชิกอั้งยี่ได้ไปกระทำความผิดฐานอื่นใดต่อไป เช่น ไปกระทำความผิดฐานวางระเบิด ความผิดฐานวางเพลิง หรือความผิดฐานฆ่าผู้อื่น โทษหนักสำหรับสมาชิกอั้งยี่ก็คือโทษของความผิดฐานวางระเบิด ความผิดฐานวางเพลิง หรือความผิดฐานฆ่าผู้อื่น 

๕. “สมาคมอั้งยี่” หรือ “สมาคมอาชญากรรม” (Criminal associations) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๙ นั้น เป็น “สมาคมอั้งยี่” หรือ “สมาคมอาชญากรรม” ภายในประเทศ (ดู คณิต ณ นคร กฎหมายอาญาภาคความผิด พิมพ์ครั้งที่ ๑๐ สำนักพิมพ์วิญญูชน มิถุนายน ๒๕๕๓ หน้า ๕๗๓) ต่อมา “สมาคมอาชญากรรม” ภายในประเทศดังกล่าวได้พัฒนาไปสู่การเป็น “สมาคมอั้งยี่” หรือ “สมาคมอาชญากรรม” ที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ และกลายเป็น “สมาคมก่อการร้าย” (Terrorist associations) 

ดังนั้น โดยนัยเดียวกันการกระทำที่เป็นความผิดฐานก่อการร้ายก็คือการกระทำที่เป็นการรวมตัวกันจัดตั้ง “สมาคมก่อการร้าย” (Terrorist associations) ซึ่งตามปกติการก่อการร้ายจะสัมพันธ์กับต่างประเทศอีกด้วย และหาก “สมาชิกสมาคมก่อการร้าย” ไปกระทำความผิดฐานอื่นใดขึ้น การกระทำก็จะเป็นการกระทำความผิดทำนองเดียวกับที่กล่าวมาแล้วในความผิดฐานเป็นอั้งยี่ (ดู คณิต ณ นคร กฎหมายอาญาภาคความผิด พิมพ์ครั้งที่ ๑๐ สำนักพิมพ์วิญญูชน มิถุนายน ๒๕๕๓ หน้า ๗๒๐ – ๗๒๑)

๖. ในทางหลักคิดทางกฎหมายอาญาแล้ว คอป. เห็นว่าลำพังการรวมตัวกันตั้งเป็น “สมาคมก่อการร้าย” ซึ่งเป็นความผิดฐานก่อการร้ายนั้น ระวางโทษตามกฎหมายต้องเบากว่าระวางโทษของความผิดร้ายแรง เช่น ความผิดฐานวางระเบิด ความผิดฐานวางเพลิง ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา เพราะกรณีเป็นการลงโทษการกระทำที่เป็น “การตระเตรียมกระทำความผิด” ดังกล่าวมาแล้ว เมื่อเป้นเช่นนี้ระวางโทษสำหรับความผิดฐานก่อการร้ายย่อมจักต้องเบากว่าที่ปรากฏในกฎหมายของไทยเราในปัจจุบันอย่างมาก เช่น ความผิดฐานก่อการร้าย ในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี (ดู ประมวลกฎหมายอาญาเยอรมัน มาตรา ๑๒๙ เอ)

แต่ระวางโทษของความผิดฐานก่อการร้ายของไทยเราในปัจจุบันกลับมีระวางโทษถึงประหารชีวิต ซึ่งแสดงว่าการบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นการกระทำที่ขาดความรู้และขาดความคิดในทางหลักการแห่งกฎหมายอาญาโดยสิ้นเชิง

เหตุนี้ คอป. จึงเห็นว่ากรณีเป็นการละเมิด “หลักนิติธรรม” หรือ “หลักนิติรัฐ” โดยแท้ (รายละเอียดปรากฏตามบทความของ คณิต ณ นคร “การก่อการร้าย”สิ่งที่ส่งมาด้วย ๒)

๗. เมื่อกฎหมายว่าด้วยการก่อการร้ายของไทยเราไม่ตั้งอยู่บนหลักการแห่งระบอบประชาธิปไตย และหลักแห่ง “นิติธรรม” หรือหลักแห่ง “นิติรัฐ” อย่างชัดแจ้ง ทั้งยังเป็นปัญหาเกี่ยวกับ “หลักประกันในกฎหมายอาญา” หรือหลัก Nulla poena, nullum crimen sine lege ในข้อว่าด้วย “ความชัดเจนแน่นอน” (Principle of exactness) ของการบัญญัติกฎหมายอาญาดังกล่าวมาแล้วเช่นนี้

คอป. จึงเห็นว่ากรณีเป็นปัญหาที่รัฐบาล รัฐสภา และฝ่ายค้าน ตลอดจนกลุ่มการเมืองทุกกลุ่มในรัฐสภาจักต้องร่วมกันคิดทบทวนและร่วมกันในการหาทางออกเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และเพื่อยับยั้งความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

ในประเด็นปัญหาทางออกดังกล่าวนี้ คอป. ใคร่ขอเสนอข้อสังเกตและข้อเสนอแนะต่อภาคการเมืองทุกฝ่าย ดังต่อไปนี้

๗.๑ โดยที่คดีในความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายหลายคดีที่ได้ขึ้นสู่ศาลแล้วนั้น คอป. เห็นว่า เป็นการดำเนินคดีที่มีลักษณะเป็นการเหวี่ยงแหอันเกิดจากความไม่เข้าใจเนื้อหาที่แท้ของความผิดฐานก่อการร้าย จนทำให้จำเลยทุกคนและทุกฝ่ายขาดความเชื่อถือต่อกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของประเทศเป็นอย่างยิ่ง เพราะกรณีไม่มีความแน่ชัดว่าได้มีการก่อตั้งสมาคมก่อการร้ายหรือมีสมาคมก่อการร้ายเกิดขึ้นแล้วในบ้านเมืองเรา 

๗.๒ เมื่อการดำเนินคดีในความผิดฐานก่อการร้ายทำให้กระบวนการยุติธรรมของประเทศขาดความเชื่อถือศรัทธาดังกล่าวมาแล้วใน ๗.๑ ทางแก้โดยองค์กรในกระบวนการยุติธรรมตามที่เป็นอยู่ในปัจจุบันที่อาจทำได้ เช่น การสั่งไม่ฟ้องหรือการถอนฟ้องโดยพนักงานอัยการน่าจะเกิดขึ้นได้โดยยาก เพราะองค์กรอัยการดูจะไม่ค่อยร่วมมือในการสร้าง “ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน” (Transitional justice) แม้จะได้มีการเสนอในทางวิชาการมาแล้ว (ดู บทความของ คณิต ณ นคร “อัยการกับปัญหาความขัดแย้งในชาติ” ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญา สิ่งที่ส่งมาด้วย ๓)

๗.๓ ในขณะที่รัฐบาลในอดีต (รัฐบาล พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร) ได้แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาโดยเพิ่มความผิดฐานก่อการร้ายโดยการออกพระราชกำหนดนั้น คอป. เชื่อว่า รัฐบาลในขณะนั้นคงจะไม่คาดคิดว่า ประเทศไทยเราจะเกิดความแตกแยกดังที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน เมื่อสถานการณ์แห่งความแตกแยกกำลังปรากฏเป็นทางตันอยู่ในขณะนี้ กรณีจึงจำเป็นต้องปรับใช้ “ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน”(Transitional Justice) และ “ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์” (Restorative Justice) เพื่อสร้างความปรองดองและสันติให้เกิดขึ้นในชาติ

ดังนั้น คอป. จึงใคร่ขอเสนอให้รัฐบาล รัฐสภา ฝ่ายค้านและกลุ่มการเมืองทุกกลุ่มได้แสดงความกล้าหาญทางการเมืองโดยร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะ ๑/๑ ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายเสีย เพื่อจักได้กลับไปสู่การเริ่มต้นที่ดีใหม่ 

๗.๔ เมื่อภาคการเมืองทุกฝ่ายได้แสดงความกล้าหาญจนได้มีการยกเลิกความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายแล้ว “เงื่อนไขให้อำนาจดำเนินคดี” (Prerequisite for prosecution) ก็ย่อมจะตกไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๕) ที่ว่า “สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับเมื่อมีกฎหมายออกใช้ภายหลังการกระทำผิดยกเลิกความผิดเช่นนั้น” 

๗.๕ เมื่อ “สิทธินำคดีอาญามาฟ้อง” ระงับไป กรณีจึงทำให้ผู้ต้องหาและ/หรือจำเลยย่อมจะได้รับผลตามกฎหมายที่ยกเลิกกฎหมายนั้น กล่าวคือ คดีความที่ยังอยู่ในระหว่างดำเนินการชั้นเจ้าพนักงานก็จะเป็นอันยุติลง และสำหรับคดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลนั้น ก็จะยุติลงโดยศาลจะสั่งให้จำหน่ายคดีไป

๗.๖ การยกเลิกกฎหมายตามที่กล่าวมานี้ก็คือการใช้ “ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน” (Transitional Justice) และ “ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์” (Restorative Justice) ประการหนึ่งนั่นเอง และจะเป็นหนทางหนึ่งในการสร้างความปรองดองและสันติให้เกิดขึ้นในชาติโดยไม่กระทบต่อความรู้สึกขององค์กรในกระบวนการยุติธรรมไม่ว่าองค์กรใดทั้งสิ้น 

ส่วนการที่จะบัญญัติความผิดฐานก่อการร้ายในประมวลกฎหมายอาญาในอนาคต ซึ่งก็มีความสำคัญ ก็ย่อมจะกระทำได้ แต่ฝ่ายนิติบัญญัติและทุกฝ่ายจักต้องมีความรอบคอบมากกว่านี้โดยถือเอาอดีตเป็นบทเรียน

๗.๗ การยกเลิกกฎหมายว่าด้วยการก่อการร้ายตามข้อเสนอแนะของ คอป. นั้น เท่ากับเป็นการที่รัฐบาลปัจจุบันและทุกฝ่ายได้ร่วมกันส่งเสริมหลักแห่งการปรองดองโดยการกระทำที่มีนัยสำคัญของ “การขอโทษต่อประชาชน” ในความผิดพลาดในอดีต (ความผิดพลาดของรัฐบาล พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร)

๗.๘ การขอโทษต่อประชาชนต่อความผิดพลาดในอดีตทำนองดังกล่าวนี้เป็นหลักการสำคัญประการหนึ่งของการสร้างสันติและความปรองดองในชาติอันกล่าวได้ว่าเป็นหลักการอันเป็นสากล ดังเช่น ประธานาธิบดี Mauricio Funes แห่งประเทศเอล ซัลวาดอร์ (ดู เอกสารการขอโทษตามสิ่งที่ส่งมาด้วย ๔) และนายกรัฐมนตรี Kevin Rudd แห่งประเทศออสเตรเลีย (ดู เอกสารตามสิ่งที่ส่งมาด้วย ๕) และผู้นำประเทศคนอื่น ๆ ได้กระทำเป็นแบบอย่างมาแล้ว

๗.๙ คอป. ใคร่ขอกราบเรียนด้วยว่าการขอโทษต่อประชาชนในความผิดพลาดในอดีตก็ได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในประเทศไทยเรา กล่าวคือ เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้กล่าวคำขอโทษต่อหน้าข้าราชการ ผู้นำทางศาสนา และผู้นำท้องถิ่นจาก ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ ห้องน้ำพราว โรงแรม ซีเอส ปัตตานี อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี อันเป็นการขอโทษต่อประชาชนแทนรัฐบาลในอดีต (รัฐบาลพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร) และรัฐบาลดังกล่าว (รัฐบาลพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร) ก็ได้ยอมรับถึงความผิดพลาดในนโยบายภาคใต้ของรัฐบาลของตน ซึ่งการกล่าวขอโทษต่อประชาชนของพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นั้น เป็นการกล่าวคำขอโทษแทนรัฐบาลตนเองที่กำลังบริหารประเทศด้วย

ยิ่งกว่านั้นยังได้กล่าวคำขอโทษแทนตนเองในฐานะผู้บัญชาการทหารบกที่ได้พยายามคัดค้านการที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาล พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร แล้วแต่ไม่เป็นผลจนถูกมองในลักษณะที่ไม่ได้ให้ความร่วมมืออีกด้วย (รายละเอียดปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วย ๖)

เหตุนี้ คอป. จึงใคร่ขอเรียกร้องให้ทุกกลุ่มการเมืองทั้งในรัฐสภาและนอกรัฐสภาได้ร่วมกันกระทำตามที่ คอป. ได้กลั่นกรองอย่างรอบคอบแล้วและได้นำเสนอมานี้

สุดท้ายนี้ คอป. ใคร่ขออนุญาตเรียกร้องให้กลุ่มการเมืองทุกฝ่ายได้ผนึกกำลังกันแสดงต่อประชาชนให้เป็นที่ประจักษ์ชัดถึงความจริงจังและจริงใจที่จะแก้ปัญหาของบ้านเมือง โดยถือเอาประโยชน์ของบ้านเมืองก่อนประโยชน์ส่วนตน ดังที่นายโคฟี อันนัน เมื่อครั้งที่ได้มาเยี่ยมเยียนประเทศไทยเราตามคำเชิญของ คอป. ได้กล่าวไว้ ทั้งนี้ เพื่อร่วมกันสร้างมาตรฐานความรับผิดชอบต่อประเทศชาติและต่อประชาชนอันจะเป็นการสร้างมาตรฐานทางการเมืองอันน่ายกย่องให้ปรากฏ

อนึ่ง หนังสือฉบับนี้ คอป. ได้มีไปถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรด้วย

จึงกราบเรียนมาเพื่อรัฐบาลจักได้พิจารณาร่วมกันกับรัฐสภาและทุกฝ่ายทั้งในรัฐสภาและนอกรัฐสภา เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ เพื่อก้าวพ้นความขัดแย้งและเพื่อนำประเทศชาติไปสู่ความสงบและสันติต่อไป

 

 

หนังสือ

หนังสือ คำถามที่ ''ยิ่งลักษณ์'' ไม่กล้าตอบ และหนังสือ เรื่องไม่ได้เล่าเช้านี้

วางแผงแล้ว !!

คำถามที่ "ยิ่งลักษณ์" ไม่กล้าตอบ และหนังสือ เรื่องไม่ได้เล่าเช้านี้ สำหรับใครที่สนใจสามารถสั่งซื้อได้ 3 ช่องทางดังนี้
1.หาซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไป
2.สั่งซื้อผ่านทางเว็บไซต์ 3.โทรศัพท์: 081-634-7826 (คุณเล็ก)

Tags