พลิกฎีกาเทียบกรณี “อนุสรณ์ อมรฉัตร”ถือหุ้นบริษัท 90% ส่อฝืน รธน.ทำ “ยิ่งลักษณ์”ปิ๋ว?

เมื่อ: Tuesday, April 10th, 2012 ไม่มีความคิดเห็น »

อนุสรณ์ อมรฉัตร ร่วมงานสโมสรสันนิบาต7 ธ.ค.54

การที่ นายอนุสรณ์ อมรฉัตร สามีนอกสมรสของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  ถือหุ้นบริษัท แอ็ด อินเด็กซ์ จำกัด จำนวน 40 ล้านบาท (เพิ่มทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาทเป็น 45 ล้านบาทเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2554  ) ทำให้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่  4,010,000 หุ้นหรือประมาณ  90% ของทุนจดทะเบียนทันทีนั้น

(อ่าน“อนุสรณ์ อมรฉัตร”มีเงิน(ปริศนา?)ซื้อหุ้น 40 ล้าน ไฉน!ไม่ยอมใช้หนี้“เมีย”ยิ่งลักษณ์ 30 ล้าน?แลอนุสรณ์ อมรฉัตร สามีนอกสมรส “ยิ่งลักษณ์”ถือหุ้นเกิน 5%ขัด รธน.?)

นอกจาก กำลังถูกตั้งคำถามว่า นายอนุสรณ์ มั่งคั่งนำเงินจำนวนดังกล่าวมาจากไหนแล้ว ยังเกิดคำถามว่า อาจเข้าข่ายการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรีที่จำกัดการถือครองหุ้นบริษัทของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีไว้ไม่เกิน 5% หรือไม่

ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 269  ประกอบ พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นรัฐมนตรี พ.ศ.2543กำหนดให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ถือหุ้นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดไว้ไม่เกิน 5% (มาตรา 4 พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนฯ)

แต่ถ้านายกฯและรัฐมนตรีต้องการจะถือหุ้นจำนวนที่เกิน 5% ไว้ต่อไปต้องดำเนินการดังต่อไปนี้

หนึ่ง แจ้งต่อประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ทราบภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง

สอง ให้โอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทดังกล่าวให้นิติบุคคลซึ่งจัดการทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นภายใน90วันนับจากแจ้งให้ประธานกรรมการ ป.ป.ช. ทราบ

สาม ให้นายกฯและรัฐมนตรีทำหนังสือแจ้งประธาน ป.ป.ช. ภายใน 10 นับจากวันโอน

สี่ นายกฯและรัฐมนตรีจะกระทำการใดอันมีลักษณะเป็นการเข้าไปบริหารหรือจัดการใด ๆ เกี่ยวกับหุ้นหรือกิจการของห้างหุ้นส่วนมิได้  ผู้ฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่ง100,000 บาทถึง1,000,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

ห้า บทบัญญัติดังกล่าวให้นำมาใช้บังคับกับคู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี รวมถึงผู้อื่นที่ครอบครองหรือดูแลหุ้นอยู่ด้วยไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

แต่ ประเด็นสำคัญคือ  เมื่อนายอนุสรณ์ อมรฉัตร เป็นสามีที่มิได้จดทะเบียนสมรสกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติในกฎหมายนี้กล่าวคือ นายอนุสรณ์สามารถถือหุ้นบริษัทเกิน 5% ได้โดยไม่ต้องโอนหุ้นจำนวนดังกล่าวให้นิติบุคคลซึ่งจัดการทรัพย์สินจัดการแทน

อย่างไรก็ตามนับแต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชนะการเลือกตั้งจนขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้แสดงออกอย่างชัดแจงต่อสาธารณะว่า อยู่กินฉันสามีภรรยากับนายอนุสรณ์ อาทิ เป็นประธานการประชุมคู่สมรสคณะรัฐมนตรี(http://media.thaigov.go.th/pageconfig/album1/index.asp?aid=6262&pageno=1),การเข้าร่วมพระราชพิธีสำคัญวันสโมสรสันนิบาต  7 ธันวาคม 2554ในฐานคู่สมรสนายกฯ , การพิมพ์นามบัตรนายกรัฐมนตรีโดยมีชื่อนายอนุสรณ์ อมรฉัตร ปรากฏอยู่ด้วย, ได้รับพระราชทานพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2554 พร้อม น.ส.ยิ่งลักษณ์

ที่สำคัญ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องการแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใส จึงแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินในส่วนของนายอนุสรณ์ อมรฉัตรด้วย ทั้งๆที่นายอนุสรณ์ มิได้เป็น “คู่สมรส”ที่ถูกต้องตามกฎหมายที่ต้องแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามตามรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด


อย่างไรก็ตาม การอยู่กินฉันสามีภรรยาโดยมิได้จดทะเบียน แม้จะมิได้เป็น “คู่สมรสม” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ก็ก่อให้เกิดสิทธิ์ระหว่างกันในทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ระหว่างการอยู่กินกันฉันสามีภรรยาเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ต้องแบ่งคนละเท่าๆกัน ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา(ที่620/2543)*

ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ หุ้นบริษัท แอ็ด อินเด็กซ์ จำกัด จำนวน 40 ล้านบาทที่นายอนุสรณ์เพิ่งเพิ่มทุนเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2554 (ก่อน น.ส.ยิ่งลักษณ์รับตำแหน่งนายกฯไม่กี่เดือน) น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นเจ้าของหรือมีกรรมสิทธิ์ร่วมด้วยหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ให้เงินกู้แก่บริษัทนี้เป็นเงินถึง30 ล้านบาทในอัตราดอกเบี้ยถูกกว่าท้องตลาด เป็นการสนับสนุนกิจการของบริษัท รวมถึงซื้อห้องชุดในอาคารที่บริษัทนี้เป็นเจ้าของ

พฤติกรรมดังกล่าว เป็นการทำมาหาได้ร่วมกันขณะอยู่กินฉันสามีภรรยาหรือไม่

ที่สำคัญ เงินที่เพิ่มทุน 40 ล้านบาทมาจากไหน?

ถ้า น.ส.ยิ่งลักษณ์มี “กรรมสิทธิ์ร่วมครึ่งหนึ่ง”ในหุ้นที่นายอนุสรณ์เพิ่มทุนตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา เท่ากับว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ถือหุ้นอยู่ในบริษัท แอ็ด อินเด็กซ์ อยู่ประมาณ 45% ซึ่งเกินกว่า 5% ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 269 และ พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรีกำหนด

ทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 (7) ที่บัญญัติว่า ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เมื่อมีการกระทำต้องห้ามตามมาตรา 267 มาตรา 268 หรือ มาตรา 269?

สำหรับขั้นตอนการวินิจฉัยชี้ขาดว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์สิ้นสุดลงหรือไม่นั้น ส.ส.หรือ ส.ว.จำนวน 1 ใน 10  ของจำนวนที่มีอยู่ สามารถเข้าชื่อกันเพื่อยื่นให้ประธานสภาแห่งตนยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย(มาตรา 182 วรรคสาม)

นี่ยังไม่นับประเด็นที่ทรัพย์สินอื่นที่นายอนุสรณ์ครอบครองอยู่ซึ่งน.ส.ยิ่งลักษณ์ มีกรรมสิทธิ์ร่วม แต่ยังมิได้ยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินซึ่งยังไม่มีใครรู้ว่า มีอีกหรือไม่ มีจำนวนเท่าใด

จากนี้ไปคงต้องลุ้นว่า จะมี ส.ส.หรือ ส.ว.กลุ่มใดเข้าชื่อกันยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีหรือไม่

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

*หมายเหตุ-ศาลฎีกาได้ให้หลักไว้เป็นการยืนยันหลักการเดิมจากคำพิพากษาศาลฎีกาก่อนหน้านี้ว่า เมื่อเป็นทรัพย์สินที่ร่วมกันทำมาหาได้ในระหว่างอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา จึงต่างมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันและต้องแบ่งคนละเท่า ๆ กัน แนวคิดของศาลฎีกาก็คงยึดถือหลักเจ้าของร่วมเป็นสำคัญซึ่งนับว่าเป็นธรรม (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 632/2491)

 

อย่างไรก็ดีคงต้องพิจารณาด้วยว่าการที่ชายหญิงจะเป็นเจ้าของร่วมกันในทรัพย์สินนั้น ก็คงเฉพาะแต่ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันเท่านั้น ถ้าต่างคนต่างทำมาหากินหรือได้มาโดยทางมรดกแม้ว่าจะอยู่กินร่วมกันตลอดมา ทรัพย์สินในส่วนนี้ย่อมมิใช่ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันหากแต่เป็นของแต่ละฝ่ายไป (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1033/2492 และ515/2519)

เมื่อเป็นทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน แม้จะระบุชื่อถือกรรมสิทธิ์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว ก็ถือว่าทั้งสองฝ่ายเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกัน (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 786-787/2533) และยิ่งกว่านั้น แม้ต่างฝ่ายต่างมีคู่สมรสแต่กลับมาอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนหย่าจากคู่สมรสเดิม

ดังนี้ ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันก็ย่อมเป็นของชายหญิงดังกล่าวร่วมกัน มีสิทธิฟ้องขอแบ่งส่วนของตนได้

หนังสือ

หนังสือ คำถามที่ ''ยิ่งลักษณ์'' ไม่กล้าตอบ และหนังสือ เรื่องไม่ได้เล่าเช้านี้

วางแผงแล้ว !!

คำถามที่ "ยิ่งลักษณ์" ไม่กล้าตอบ และหนังสือ เรื่องไม่ได้เล่าเช้านี้ สำหรับใครที่สนใจสามารถสั่งซื้อได้ 3 ช่องทางดังนี้
1.หาซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไป
2.สั่งซื้อผ่านทางเว็บไซต์ 3.โทรศัพท์: 081-634-7826 (คุณเล็ก)

Tags