เปิดรายงาน คอป.ฉบับที่3 ถึง “ยิ่งลักษณ์”บรรยากาศปรองดองยังไม่เกิด-ย้ำต้องอดทน

เมื่อ: Monday, April 2nd, 2012 ไม่มีความคิดเห็น »

หมายเหตุเป็นส่วนหนึ่งของ รายงานความคืบหน้าคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)ครั้งที่ ๓ (กรกฎาคม ๒๕๕๔ – มีนาคม ๒๕๕๕)ที่นำเสนอต่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2555 โดยระบุว่า บรรยากาศแห่งการปรองดองยังไม่เกิดขึ้น จึงขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องประคับประคองสถานการณ์และดำเนินการในกระบวนการสร้างความปรองดองอย่างระมัดระวัง รอบคอบ โปร่งใส และตั้งอยู่บนหลักประชาธิปไตยโดยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย

ขณะเดียวกันได้วิเคราะห์รากเหง้าของปัญหาความขัดแย้ง 5 ประการประกอบด้วย โครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน การจัดการด้านความมั่นคงและจิตสำนึกของทหาร บริบทของสังคม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์  การบังคับใช้กฎหมาย และ สื่อในฐานะเครื่องมือผลิตซ้ำทางความคิด

@@@@@@@@@@@@@

๒.๙ การศึกษาวิจัยถึงสาเหตุและรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้ง

คอป. ได้มีการจัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ ในประเด็นปัญหาต่าง ๆ   และมีการพูดคุย ปรึกษาหารือกับนักวิชาการ ผู้แทนหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยได้สังเคราะห์ข้อมูลและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นพบว่ามีมูลเหตุหลักที่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหารากเหง้าของความขัดแย้งที่นำไปสู่ความรุนแรงอย่างน้อย ๕ ประการ คือ

๑) โครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน

๒) การจัดการด้านความมั่นคงและจิตสำนึกของทหาร

๓) บริบทของสังคม วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์

๔) การบังคับใช้กฎหมาย และ

๕) สื่อในฐานะเครื่องมือผลิตซ้ำทางความคิด

คอป. จึงได้กำหนดกรอบแนวคิดของการวิจัยชุดโครงการศึกษาปัญหารากเหง้าของ ความขัดแย้งและแนวทางสู่ความปรองดอง จำนวน ๕ เรื่อง และจัดทำเอกสารสังเคราะห์สรุปรากเหง้าของความขัดแย้งสู่ทางออกเพื่อความปรองดอง จำนวน ๑ เรื่อง สรุปแนวคิดหลักในแต่ละเรื่องได้ดังนี้

๒.๙.๑ เรื่องโครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกัน

เป็นการศึกษา และหาข้อสรุปของปัญหาและวิกฤติทางการเมืองที่เกิดขึ้น โดยอธิบายจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างเครือข่ายและกลุ่มอำนาจทางสังคมต่าง ๆ จากทฤษฎีสังคมวิทยาการเมือง ว่าด้วยอำนาจทางสังคมที่เสนอโดยไมเคิล แมนน์ (Michael Mann, The Sources of Social Power)   โดยมีแนวคิดว่าสังคมประกอบด้วยเครือข่ายอำนาจมากมายหลากหลายที่ทับซ้อนเหลื่อมล้ำและตัดกัน  ไปมา โดยที่ไม่มีปัจจัยสังคมอันหนึ่งอันใดที่สามารถกำหนดหรือเป็นปัจจัยหลักในการกำหนดสังคมได้หมด  หากแต่ลักษณะสังคมจะมาจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างเครือข่ายทั้งหลายที่เหลื่อมล้ำซ้อนกัน สังคมเครือข่ายต้องจัดตั้งกันขึ้นมา พัฒนามาเป็นสถาบันที่สามารถสร้างความหมายและคุณค่าในสังคมขึ้นมาได้ จึงจะสามารถตอบสนองความต้องการของบุคคลในเครือข่ายนั้นได้ โดยคาดว่าผลการศึกษาจะนำไปสู่การมีข้อเสนอแนะทางนโยบายต่อปัญหาและวิกฤตทางการเมืองในประเด็นปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม การสร้างและใช้อำนาจรัฐ การพัฒนาระบบเศรษฐกิจและการผลิต รวมถึงระบบข้อมูลข่าวสารและการยกระดับการศึกษา

๒.๙.๒ การปฏิรูปองค์การด้านความมั่นคง

เป็นการศึกษาถึงองค์การที่มีอำนาจและหน้าที่ในการรับผิดชอบด้านความมั่นคงแห่งรัฐอันประกอบไปด้วย สภาความมั่นคงแห่งชาติ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) โดยเฉพาะประเด็นโครงสร้างและจิตสำนึกของกองทัพไทยในการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงบทบาทของกองทัพไทยจากอดีตสู่ปัจจุบันในเรื่องการรักษา ความมั่นคงภายใน ความสำคัญและความจำเป็นของการปฏิรูปหน่วยงานด้านความมั่นคง การศึกษาตัวอย่างการประยุกต์ใช้ SSR (Security Sector Reform) ในต่างประเทศ รวมถึงแนวทางการประยุกต์ใช้ SSR (Security Sector Reform) กับกองทัพไทย

๒.๙.๓ ความรุนแรงทางการเมือง : พลวัตสังคมและวัฒนธรรม และแนวทางแก้ไข

เป็นการศึกษาโครงสร้างทางสังคม ความเหลื่อมล้ำและความสัมพันธ์ระหว่างเมืองและชนบท รวมทั้งที่มาของความขัดแย้งและพลวัตของการเมืองอัตลักษณ์ในบริบทประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม     ตลอดจนความเสี่ยงต่อความรุนแรงในสังคมระยะเปลี่ยนผ่าน โดยใช้ทฤษฏี เรื่อง การแปรเปลี่ยน              ความขัดแย้ง (conflict – transformation) ที่มีแนวคิดว่าความแตกต่างและความขัดแย้งในสังคมนั้นถือเป็นเรื่องธรรมดาของสังคม  โดยในบริบทที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและเร่งรุด  โอกาสที่จะเกิดความแตกต่างก็จะมีมากขึ้น และเมื่อเกิดความแตกต่าง แตกแยกหรือความขัดแย้งแล้วได้รับการพิจารณาอย่างไรจากฝ่ายที่มีอำนาจหรือฝ่ายที่เกี่ยวข้อง  ที่จะส่งผลให้สามารถช่วยแก้ไขหรือผ่อนคลายความขัดแย้ง หรือในทางตรงกันข้ามไปเพิ่มพูนและขยายความขัดแย้งนั้น

ดังนั้น การทำความเข้าใจถึงลักษณะและธรรมชาติของความขัดแย้ง  ตลอดจนมูลเหตุและพลวัตของความขัดแย้งจึงเป็นพื้นฐานของการแก้ไขปัญหา ตลอดจนแนวทางป้องกันในอนาคต

๒.๙.๔ กระบวนการยุติธรรมกับสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความรุนแรง : ปัญหาแลแนวทางแก้ไข

เป็นการศึกษาปัญหาของกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย เฉพาะกระบวนการยุติธรรมทางมหาชนและทางอาญา เนื่องจากมูลเหตุแห่งความรุนแรงที่ผ่านมาเกิดจากปัญหาในกระบวนการยุติธรรมทางมหาชนและทางอาญาเป็นหลัก โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบกับต่างประเทศ และเสนอ แนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากกระบวนการยุติธรรมซึ่งจะนำไปเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา ความขัดแย้งและสร้างความปรองดองของคนในชาติ

นอกจากนี้ยังศึกษาความเป็นไปได้ของการดำเนินการตามหลักกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านเพื่อสร้างความปรองดองในระยะเริ่มแรกและเพื่อเป็นฐานที่มั่นคงในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นระบบต่อไป

๒.๙.๕ ขอบเขตการใช้เสรีภาพของสื่อมวลชนในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารภายใต้บทบัญญัติของกฎหมาย

เป็นการศึกษาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ เฉพาะในส่วนของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชน ศึกษาหลักเกณฑ์การจำกัดการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนที่มีอยู่ในกฎหมายระดับพระราชบัญญัติอื่นที่มีผลใช้บังคับในปัจจุบันที่เกี่ยวข้อง ศึกษาวิเคราะห์ถึงแนวความคิด ปรัชญา ตลอดจนหลักเกณฑ์ที่กำหนดของกฎหมายและมาตรฐานจรรยาบรรณวิชาชีพของสื่อมวลชน ของไทยและต่างประเทศที่มีผลใช้บังคับในปัจจุบัน ศึกษาบทบาท อำนาจหน้าที่ขององค์กรที่มีอำนาจตามกฎหมายในการควบคุมกำกับการใช้เสรีภาพของสื่อมวลชน  ตลอดจนมาตรฐานจรรยาบรรณวิชาชีพของสื่อมวลชนและกลไกการควบคุมกันเองของสื่อมวลชนโดยองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน เพื่อนำหลักการดังกล่าวมาอธิบายเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ๒๕๕๓ โดยจำกัดผลการศึกษาเฉพาะกรณีสื่อหลักอันได้แก่ สื่อวิทยุกระจายเสียง สื่อวิทยุโทรทัศน์ และสื่อหนังสือพิมพ์เท่านั้น

๒.๙.๖ รากเหง้าของความขัดแย้งสู่ทางออกเพื่อความปรองดอง

เป็นการสังเคราะห์องค์ความรู้จากผลงานวิจัยทั้ง ๕ เรื่องข้างต้น และประสบการณ์ การจัดการความขัดแย้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเสนอแนวทางให้แก่รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องในการสร้างความปรองดองให้แก่สังคมต่อไป

๒.๑๐ ยุทธศาสตร์เพื่อการปรองดอง

เพื่อบรรลุเป้าหมายอันสำคัญยิ่ง คือการนำประเทศก้าวข้ามความขัดแย้งสู่การปรองดอง คอป. ได้มุ่งเน้นบทบาทในการเป็นตัวกลางสำคัญที่จะเสริมหรือประสานงานเปิดสร้างพื้นที่ให้ทุกฝ่าย ทั้งกลุ่ม บุคคล องค์กร เครือข่ายบุคคลต่างๆ และโดยเฉพาะคู่ขัดแย้ง หรือผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างความปรองดองในชาติให้สามารถเจรจา หรือพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ โดยสันติวิธี ผ่านการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ และผ่านการจัดงานประชุมเสวนา[1] เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา   ความขัดแย้งร่วมกัน อย่างสันติ และสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน รวมทั้งนำเสนอแนวทางที่เป็นรูปธรรมในการป้องกันไม่ให้ความรุนแรงเกิดขึ้นอีกหรือขยายตัว เพื่อนำมาซึ่งความปรองดองอย่างยั่งยืนในประเทศไทย

นอกจากจะเป็นตัวกลางในการประสานฝ่ายต่างๆ ในสังคมไทย คอป. ตระหนักดีว่าความขัดแย้งและความรุนแรงทางการเมืองที่ผ่านมา มีผลกระทบใหญ่หลวงอย่างประเมินค่ามิได้ในสังคมไทย และยังส่งผลกระทบต่อสังคมนานาชาติอีกด้วย

คอป. จึงได้พยายามหาแนวทางและการดำเนินงานเพื่อสร้างความปรองดองของประเทศโดยสอดคล้องกับมาตรฐานสากลและหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดย ศาสตราจารย์ ดร. คณิต ณ นคร ประธาน คอป. และนายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ กรรมการ คอป. และประธานคณะอนุกรรมการด้านยุทธศาสตร์เพื่อการปรองดอง ได้เดินทางเข้าพบและหารือร่วมกับ          Mr. Kofi Annan อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ และ Mr. Martti Ahtisaari อดีตประธานาธิบดีฟินแลนด์ ซึ่งทั้งสองท่านเคยได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ และเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านการประสานความร่วมมือทางการทูต การเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเพื่อนำไปสู่สันติภาพ และการจัดการภายหลังความขัดแย้ง ในระหว่างวันที่ ๑๘ – ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๔ ณ ประเทศสาธารณรัฐฟินแลนด์และประเทศสหพันธรัฐสวิส เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะต่อการดำเนินงานของ คอป. และแนวทางการสร้างความปรองดองที่ยั่งยืนในประเทศไทย

หลังจากนั้น คอป. ได้เรียนเชิญ Mr. Kofi  Annan และ Mr. Martti  Ahtisaari มาเยือนประเทศไทยในฐานะแขกของ คอป. ในช่วงระหว่างวันที่ ๑๖ – ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ เพื่อ.ร่วม    ประชุมหารือแนวทางการสร้างความปรองดองในประเทศไทยร่วมกับ คอป. และพบปะกับกลุ่มตัวแทนทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง[2] ได้แก่ ผู้นำรัฐบาล ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กลุ่มผู้แทนเหยื่อผู้ได้รับความเสียหาย กลุ่มผู้แทนนักธุรกิจ กลุ่มผู้แทนผู้นำศาสนา กลุ่มผู้แทนภาคประชาสังคม กลุ่มผู้แทนสื่อมวลชน กลุ่มสตรี รวมถึงกลุ่มผู้แทนเยาวชนคนรุ่นใหม่จากภาคต่าง ๆ โดยผลการประชุมครั้งนี้จะเป็นข้อมูลสำคัญประกอบการดำเนินการของ คอป. ให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการนำสังคมไทยก้าวข้ามความขัดแย้งและส่งเสริมให้เกิดความปรองดองต่อไป

๓. ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะของ คอป. ในรายงานฉบับนี้เป็นการเน้นย้ำและติดตามการดำเนินการตามข้อเสนอแนะที่ผ่านมาของ คอป. ในประเด็นสำคัญต่าง ๆ ซึ่ง คอป. เห็นว่ายังคงมีปัญหาในการดำเนินการ หรือไม่ได้รับความร่วมมือจากรัฐบาล หน่วยงาน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเท่าที่ควร ดังนี้

๓.๑ ตามที่ คอป. เคยมีข้อเสนอแนะในรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานของ คอป. ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๔ ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในความขัดแย้ง และผู้ที่มีส่วนในการสร้างความปรองดองในชาติทุกฝ่ายใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งยวดในการกระทำการใดๆ ซึ่งอาจเป็นการกระทบกระเทือนต่อบรรยากาศในการปรองดองของชาตินั้น คอป. เห็นว่า ในขณะนี้ ปัญหาความขัดแย้งยังคงดำเนินอยู่และบรรยากาศของความปรองดองยังไม่เกิดขึ้นในสังคมไทย คอป. จึงขอเน้นย้ำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งรัฐบาล นายกรัฐมนตรี ผู้นำฝ่ายค้าน พรรคการเมือง กลุ่มการเมือง ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกำกับและควบคุมการใช้อำนาจรัฐ สื่อมวลชน กลุ่มบุคคล และองค์กรต่าง ๆ ร่วมกันประคับประคองสถานการณ์ความขัดแย้ง และให้ความสำคัญต่อการสร้างบรรยากาศของความปรองดองในชาติ โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง มีความอดทนอดกลั้น รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างจากทุกฝ่าย และไม่กระทำการใดที่อาจสร้างความขัดแย้งครั้งใหม่ให้เกิดขึ้น

กระบวนการปรองดองเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยเวลา ความอดทน และการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายและทุกภาคส่วนในประเทศ เครื่องมือและกลไกต่าง ๆ ในการสร้างความปรองดอง เช่น การเปิดเผยความจริงและรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้ง การเยียวยาฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบ การอำนวยความยุติธรรมแก่เหยื่อ การฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดซึ่งต้องเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ

การเจรจาไกล่เกลี่ย และการจัดทำเวทีประชาเสวนาเพื่อนำไปสู่ความเข้าใจร่วมกันในสังคม โดยการสนับสนุนของรัฐ ล้วนแต่ต้องอาศัย “เวลา” ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขที่สำคัญอย่างยิ่งของการปรองดอง ด้วยเหตุนี้ คอป. จึงเห็นว่าการดำเนินการใดๆ ของผู้ที่เกี่ยวข้องโดยพยายามที่จะรวบรัดหรือเร่งรัดกระบวนการปรองดองนั้นเป็นการกระทำที่ไม่เอื้อต่อบรรยากาศของการปรองดอง ทำให้สังคมเกิดความหวาดระแวงและไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน และถือเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อความพร้อมในการเจรจาร่วมกันเพื่อหาทางออกไปสู่ความเข้าใจที่ดีของคนในสังคมและการปรองดองในชาติต่อไป

ดังนั้น การดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการปรองดองจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง รอบคอบ โปร่งใส และตั้งอยู่บนหลักประชาธิปไตยโดยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย


[1] ผลดำเนินงานที่ผ่านมา ได้จัดเวทีเสวนาไปแล้ว ๓ ครั้งได้แก่

๑. เวทีเสวนาเรื่อง “บทบาทของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดอง (TRC) กับความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice)” จัดเมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๔ ณ โรงแรมสยามซิตี้ กรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้สังคมไทยเข้าใจเรื่องTruth for Reconciliation Commission (TRC) ที่ชัดเจน อีกทั้งการดำเนินงานของคอป. ยังนำหลักความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice) มาปรับใช้ในการดำเนินงาน ซึ่งการดำเนินการตามภารกิจนั้น เห็นว่าควรมีการเผยแพร่องค์ความรู้เหล่านี้ให้สาธารณชนรับทราบ เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน และเป็นการนำพาสังคมไปสู่การปรองดองได้ โดยได้เรียนเชิญ Ms. Priscilla Hayner ผู้เชี่ยวชาญด้านคณะกรรมการค้นหาความจริง (Truth Commissions) และความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice) มาร่วมเป็นวิทยากรให้ข้อเสนอแนะและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำงาน

๒. เวทีเสวนา เรื่อง “ความปรองดองในกระแสพลวัตทางสังคมและการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๕”จัดเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๕ ณ โรงแรมรามา การ์เด้นส์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน ที่สังคมไทยยังคงมีความแตกแยกทางความคิด มีการแบ่งขั้วหรือฝักฝ่ายในทางการเมือง รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงหรือเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างรวดเร็วในช่วงระยะเวลาอันสั้นในประเด็นต่างๆ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งครั้งใหม่ที่รุนแรงมากขึ้นได้ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การเคลื่อนไหวเรื่องกฎหมายหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ การเสนอให้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม รวมถึงบทบาทที่เพิ่มมากขึ้นของหลายองค์กรหรือกลุ่มต่างๆ ซึ่งถูกมองว่าเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง  และเพื่อรับฟังความคิดเห็น และส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติของทุกฝ่าย โดยสนับสนุนให้แต่ละฝ่ายเปิดใจกว้างที่จะร่วมกันแสวงหาทางออกให้กับประเทศ ลดทัศนคติในการเอาชนะ และการมองปัญหาในมุมของตนแต่ฝ่ายเดียว รวมทั้งคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติมากกว่าประโยชน์ส่วนตน และเพื่อกระตุ้นให้เกิดการตกผลึกทางความคิด อันจะนำมาซึ่งจุดที่ทุกฝ่ายสามารถประนีประนอม หรือมีความเห็นพ้องร่วมกันว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสมต่อการสร้างความปรองดองในชาติ ทั้งนี้ เพื่อให้ คอป. สามารถกำหนดมาตรการ และปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์ในการสร้างความปรองดองให้มีความเหมาะสม ต่อไป

๓. เวทีเสวนาเรื่อง “เยาวชนคนรุ่นใหม่กับความปรองดองในกระแสพลวัตทางสังคมและการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๕” จัดเมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ณ โรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว ฟอร์จูน ถนนรัชดาภิเษก เป้าหมายหลัก คือ การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการปรองดองของชาติ เพราะ คอป.เล็งเห็นว่าการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเป็นส่วนที่สำคัญในการก่อให้เกิดการปรองดองในสังคมไทย โดยเฉพาะบทบาทของเยาวชนคนรุ่นใหมในปัจจุบันที่มีความสำคัญต่อกระแสพลวัตการเปลี่ยนแปลงในสังคมและการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในประเทศ ซึ่งข้อมูลที่ได้จะนำไปสู่การกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและสร้างความปรองดองในชาติในอนาคตด้วย ขณะเดียวกัน ก็เป็นการส่งเสริมเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้ได้รับรู้และตระหนักถึงปัญหารากเหง้าความขัดแย้งในสังคมไทย ความเข้าใจต่อกระบวนการตรวจสอบและค้นหาความจริง จะได้เป็น “ส่วนหนึ่ง” ในกระบวนการสร้างความปรองดองของชาติให้เกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งเป็นเครือข่ายในการส่งเสริมความปรองดองของคนในชาติต่อไป

[2] จุดประสงค์ในการมาเยือนในครั้งนี้ ก็เพื่อสนับสนุนและสงเสริมการปรองดองที่มีอยูในประเทศไทย เพื่อมารับฟง เรียนรู และแบงปนประสบการณในเรื่องการปรองดอง โดยไม่ได้เพื่อมาเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้ง…           ดูถ้อยแถลงได้ในผนวก ๗

หนังสือ

หนังสือ คำถามที่ ''ยิ่งลักษณ์'' ไม่กล้าตอบ และหนังสือ เรื่องไม่ได้เล่าเช้านี้

วางแผงแล้ว !!

คำถามที่ "ยิ่งลักษณ์" ไม่กล้าตอบ และหนังสือ เรื่องไม่ได้เล่าเช้านี้ สำหรับใครที่สนใจสามารถสั่งซื้อได้ 3 ช่องทางดังนี้
1.หาซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไป
2.สั่งซื้อผ่านทางเว็บไซต์ 3.โทรศัพท์: 081-634-7826 (คุณเล็ก)

Tags